รีวิวประกันภัย

ซื้อประกันรถยนต์ที่ไหนดี

ซื้อประกันรถยนต์ที่ไหนดี ซื้อประกันรถยนต์ที่ไหนดี? มักมีคำถามกันในลักษณะนี้เยอะนะครับ (ใน pantip จะเห็นคำถามกันแบบนี้บ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นซื้อประกันชั้น 1 ที่ไหนดี? หรือจะเป็นประกันชั้น 2+ กับประกันชั้น 3+ แบบไหนคุ้มกว่ากัน รีวิวประกันภัย หรือแม้กระทั่งควรซื้อประกันชั้น 3 ไหมถ้ารถที่บ้านนานๆ ขับที?)

รีวิวประกันภัย

ในเว็บบอร์ดต่างๆ แล้วเอามาสรุปให้อ่านเป็นแนวทางสำหรับการซื้อประกันรถยนต์ที่ไหนดี

เทคนิคการดูว่าประกันรถยนต์ที่ไหนดี

  1. เลือกก่อนว่าต้องการซ่อมห้างหรือซ่อมอู่และที่ซ่อมที่เราต้องการนั้น อยู่ในรายชื่ออู่ซ่อมของบริษัทประกันไหนบ้าง
  2. เลือกบริษัทประกันภัยที่มีความน่าเชื่อถือ รีวิวประกันภัย (ดูรายชื่อได้จาก คปภ.) อาจจะเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ อ่านข้อมูลเยอะหน่อยว่าตอนเคลมมีปัญหาไหม? แล้วเปรียบเทียบรายละเอียดอีกที
  3. เปรียบเทียบข้อเสนอของบริษัทประกันภัย เน้นที่ความคุ้มค่า ความคุ้มครองตรงตามความต้องการของเรามากที่สุด
  4. อย่าลืมใช้เทคนิคการต่อประกันรถที่ช่วยให้เราประหยัดเงินมากขึ้น เพื่อให้เราได้ซื้อประกันรถยนต์ที่เหมาะกับเรามากที่สุด

1.ซื้อประกันรถยนต์ที่ไหนดี เริ่มจากตัดสินใจเรื่องการซ่อมก่อน
การที่จะรู้ว่าประกันรถยนต์ที่ไหนดี? อย่างแรกที่ต้องพิจารณาคือเรื่องของศูนย์บริการหรืออู่ซ่อม ที่เราต้องดูก่อนว่าอู่หรือศูนย์ซ่อมในดวงใจของเรานั้น อยู่ในรายชื่อของบริษัทประกันที่เราหมายตาไว้หรือเปล่า ปกติแล้วมักจะมีให้บริการมากกว่า 1 บริษัทอยู่แล้ว ส่วนจะเลือกอู่ซ่อมคุณภาพโดยพิจารณาจากการคุณภาพของงานซ่อมเพิ่มเข้าไปด้วยหรือไม่นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคนด้วยนะครับ ส่วนตัว Frank เองจะซ่อมไหนก็ได้ขออย่างเดียวซ่อมแล้วงานต้องได้คุณภาพ อย่าต้องกลับไปอีกรอบเพื่อเก็บงาน เสียทั้งเวลาและความรู้สึกน่ะครับ

“ซ่อมห้าง” หรือ “ซ่อมศูนย์”

หรือเรียกอีกอย่างว่าซ่อมศูนย์ฯ คือ ในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุต้องแจ้งเคลมและเอารถเข้าซ่อม รถของเราได้รับการซ่อมที่ศูนย์บริการรถยนต์ (ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้านะครับ) ของยี่ห้อที่เราเลือก และมีข้อดี-ข้อเสียต่างกันกันตรงที่

-ข้อดี-
–อะไหล่เป็นของแท้จากแบรนด์รถยนต์โดยตรง อุ่นใจได้ว่ารถเราจะกลับมาใหม่กิ๊กในสภาพเดิม
-หากรถคุณมีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ ศูนย์บริการจะมีความชำนาญและทำให้เราเชื่อใจได้มากกว่า เพราะมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางประจำอยู่
-งานซ่อมได้มาตรฐานพร้อมการรับประกันงานซ่อม ถ้าซ่อมแล้วมีปัญหาก็สามารถนำมาเคลมได้อีก

-ข้อเสีย-
-ราคาเบี้ยประกันจะมีราคาแพงกว่า ซึ่งบางครั้งคุณอาจจะต้องเสียค่าส่วนต่างในการซ่อมด้วย เช่น ของเหลวในรถหรือยางรถยนต์
-บางพื้นที่อาจจะไม่มีศูนย์ซ่อมใกล้ๆ ซึ่งทำให้ต้องเสียเวลาเดินทางไปไกลหน่อย
-ใช้เวลานานในการซ่อมตั้งแต่การรอคิวเข้าซ่อมและเวลารับรถ เพราะงั้นต้องวางแผนการใช้รถให้ดีก่อน

“ซ่อมอู่”

ซ่อมอู่มี 2 ประเภทคือ อู่นอกเครือข่ายของบริษัทประกันรถยนต์และอู่ในเครือข่ายของบริษัทประกันระยนต์ โดยที่ต่างกันตรงที่อู่ในเครือข่ายบริษัทประกันรถยนต์ คุณไม่ต้องสำรองเงินออกไปก่อน แต่ต้องเช็คก่อนเข้าซ่อมให้ดีว่า รีวิวประกันภัย อู่นี้อยู่ในเครือข่ายของประกันที่คุณใช้อยู่ ส่วนอู่นอกเครือข่ายบริษัทประกันนั้น คุณต้องสำรองเงินค่าซ่อมไปก่อน หลังจากนั้นจึงนำใบเสร็จไปแจ้งเคลมจากบริษัทประกันในภายหลัง ซึ่งอาจจะไม่ได้เต็มจำนวนขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละอู่และบริษัทประกันครับ

-ข้อดี-
–มีตัวเลือกเยอะ เพราะอู่ซ่อมรถมีเยอะกว่าศูนย์บริการรถยนต์ มีหลายพื้นที่ส่วนใหญ่มักมีแถวบ้านด้วย ทำให้เราสะดวกกว่าเวลาหาที่ซ่อมด่วนๆ

–เบี้ยประกันรถยนต์ถูกกว่าเมื่อเทียบกับซ่อมศูนย์บริการพอสมควรเลยครับ

–ไม่ต้องรอนานเหมือนซ่อมที่ศูนย์บรการ(ซ่อมห้าง) บางที 1 ถึง 2 วัน คุณก็ได้รถกลับมาขับเหมือนเดิมแล้ว

-ข้อเสีย-
-หากซ่อมเสร็จแล้วเกิดปัญหาขึ้นตามมาในภายหลัง บางอู่ซ่อมอาจจะคุยลำบากหน่อยต่างจากศูนย์บริการ
–อาจเจออะไหล่ปลอมหรือใช้ของใช้แล้ว ควรต้องขอดูอะไหล่ที่เปลี่ยนด้วย (ถ้าเราดูออกนะครับ) และระวังงานซ่อมแล้วลามไปเรื่อยๆ ด้วย (เราต้องหนักแน่นเข้าไว้!)
-มาตรฐานงานซ่อมขึ้นอยุูกับอู่ที่คุณเลือก ถ้าเลือกอู่ดีก็ดีเลยแต่บางอู่ก็อาจะมีปัญหาให้ซ่อมตามมาได้ (ทำบุญให้เยอะๆ ไว้และอ่านความคิดเห็นของคนอื่นๆ ที่เอารถเข้าซ่อมก่อนหน้าเยอะหน่อยครับ ช่วยได้)

เมื่อตัดสินได้แล้วว่าอยากเลือกซ่อมห้างหรือซ่อมอู่ก็ตัดสินใจเลือกสถานที่ ว่าจะเป็นแถวบ้านหรืออู่/ศูนย์บริการที่เราถูกใจนั้นอยู่ในเครือข่ายของประกันบริษัทไหนบ้าง ก็จะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกบริษัทประกันที่ตรงกับความต้องการเบื้องต้นของเราได้แล้ว

  • บทความที่คุณอาจจะสนใจเพิ่มเติม ซ่อมศูนย์ VS ซ่อมอู่ ต่างกันอย่างไร ? แบบไหนใช่สำหรับคุณ

2.ซื้อประกันรถยนต์ที่ไหนดี ควรตรวจสอบชื่อเสียงบริษัทประกันภัย

การตอบคำถามประกันรถยนต์ที่ไหนดี ? ชื่อเสียงของบริษัทประกันภัยเป็นอีกเรื่องที่สำคัญทีเดียวครับ เพราะการตัดสินใจเลือกซื้อประกันรถแต่ละครั้งของเราจะส่งผลยาวไปอีก 1 ปีเต็มๆ แล้วเจ้าความน่าเชื่อที่ว่านี้มันบอกอะไรเราบ้างล่ะ?

  • ทำให้เรามั่นใจในการซื้อประกันรถยนต์มากขึ้น
  • ทำให้เราเชื่อมั่นในคุณภาพของงานซ่อมเมื่อต้องแจ้งเคลม
  • ทำให้เรารู้สึกคุ้มค่ากับค่าเบี้ยประกันรถที่จ่ายไป

เพื่อหาความน่าเชื่อถือของแต่ละบริษัท Frank จึงรวมส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทประกันรถยนต์ในประเทศไทย 5 อันดับแรกมาให้ครับ และยังรวบรวมกระทู้พันทิปหลายๆ กระทู้มาสรุปให้อ่านกันตามนี้เลย

ด้วยความที่เรามีช่องทางซื้อประกันรถกันได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ ทั้งซื้อผ่านเจ้าหน้าที่แนะนำการขายทางโทรศัพท์(เทเลเซลส์) รีวิวประกันภัย หรือจะเป็นการซื้อประกันรถยนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ที่สะดวกมากขึ้นทุกที Frank จึงอยากสรุปภาพรวมของการซื้อประกันรถยนต์ให้เห็นครับ โดยเป็นข้อมูลจาก คปภ. ในปี 2559 (ข้อมูลล่าสุดที่เผยมาจาก คปภ.)

กรมธรรม์

รู้ใจประกันภัย

รู้ใจประกันภัย ดียังไง

ค่าเสียหายส่วนแรก คือจำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่ตกลงไว้ตามกรมธรรม์ ที่ผู้เอาประกันต้องจ่าย กรณีมีการเคลมประกันที่เข้าเงื่อนไขความรับผิด หลังจากนั้นบริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าใช้ส่วนที่เกินจากวงเงินค่าเสียหายส่วนแรกนั้นให้กับอู่ซ่อมรถยนต์

“ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเองต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง คือ 2,000 บาทแรกของความเสียหายอันเกิดจากการชนในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดตามกฎหมาย”

กรณีที่คุณเลือก แบบไม่ระบุค่าเสียหายส่วนแรก หมายถึง กรณีมีการเคลมประกันและคุณเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิด คุณจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพราะตามหน้าตารางกรมธรรม์ไม่ได้ระบุไว้ ซึ่งการเลือกซื้อแบบนี้ค่อนข้างจะมีความคุ้มครองสูงสุด แต่อย่างไรก็ตาม ราคาค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายมีราคาค่อนข้างแพง วิธีการที่เลือกซื้อกรมธรรม์แบบมีค่าความเสียหายส่วนแรก ระบุไว้ในหน้าตารางกรมธรรม์ เป็นวิธีที่ช่วยให้ราคาค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ของคุณถูกลง

ตัวอย่างของการเลือกรับค่าเสียหายส่วนแรก

  • ถ้ามีการเคลมประกันและเข้าเงื่อนไขที่คุณเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิด คุณจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเพียง 2,000 บาท และบริษัทประกันภัยจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนที่เกินจากนั้นทั้งหมด

(ตัวเลขที่ระบุตามตัวอย่างด้านล่างเป็นเพียงการยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามสถานการณ์การเกิดเหตุจริง)

การเลือกแผนซ่อมรถยนต์

คุณสามารถเลือกนำรถยนต์ที่เสียหายจากอุบัติเหตุ เข้าใช้บริการในอู่หรือศูนย์ซ่อมตามแบบที่คุณเลือก

อู่ซ่อมแนะนำ :
อู่ซ่อมรถยนต์มาตรฐาน ภายใต้การแนะนำโดยรู้ใจดอทคอม เป็นอู่ซ่อมรถยนต์ที่ผ่านการคัดเลือกคุณภาพสำหรับการบริการงานซ่อม ให้กับลูกค้าของเราโดยเฉพาะ นอกจากนี้ การเจรจานำส่งรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายเข้าซ่อม ณ อู่ซ่อมมาตรฐานเหล่านี้จำนวนมาก ทำให้อู่ซ่อมไม่คิดอัตราค่าบริการงานซ่อมที่แพงจนเกินไป จึงเป็นผลให้ลูกค้าที่เลือกซื้อแผนซ่อมอู่แนะนำนี้ จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยที่ถูกกว่าแบบซ่อมศูนย์หรืออู่อื่นๆ

ซ่อมศูนย์/อู่อื่นๆ :
ถ้าคุณลือกแผนนี้ คุณสามารถนำรถยนต์ที่เสียหายจากอุบัติเหตุเข้าใช้บริการ ณ ศูนย์บริการซ่อมสีตัวถังของผู้จำหน่ายรถยนต์หรืออู่ซ่อมนอกเครือใด ๆ ที่คุณพอใจ การเลือกแผนนี้ค่อนข้างได้รับความสะดวกเพราะคุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้กับศูนย์บริการ ซึ่งค่าบริการซ่อมศูนย์โดยทั่วไปจะมีอัตราค่าบริการที่แพงกว่าซ่อมอู่ภายใต้รูปแบบงานซ่อมเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ค่าเบี้ยประกันภัยแบบซ่อมศูนย์/อู่อื่นๆ ยังคงมีอัตราแพงกว่าค่าเบี้ยประกันภัยแบบซ่อมอู่แนะนำ

การเลือกแบบผู้ขับขี่

การเลือกแบบผู้ขับขี่ ที่รู้ใจดอทคอม เราพยามนำเสนอรูปแบบกรมธรรม์ที่เพิ่มความสะดวกรวมทั้งเพิ่มตัวเลือก ในการเลือกซื้อประกันภัย แบบต่างๆ ให้คุณ สำหรับการเลือกแบบผู้ขับขี่รถยนต์ มีรูปแบบกรมธรรม์ที่สอดคล้องกับผู้ขับขี่รถยนต์ให้เลือกถึง 4 แบบ ได้แก่

แบบระบุชื่อผู้ขับขี่
แผนนี้จะคุ้มครองความรับผิด หรือความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดขึ้นในขณะที่มีบุคคลที่ระบุชื่อในกรมธรรม์เป็นผู้ขับขี่ เนื่องจากว่าการที่เจ้าของรถยนต์สามารถระบุชื่อและรายละเอียดผู้ที่มีส่วนร่วมในการขับขี่รถคันเอาประกันภัยได้ จะเป็นการลดความเสี่ยงภัยอย่างหนึ่ง ซึ่งแผนนี้มีค่าเบี้ยประกันภัยที่ถูกที่สุดด้วย

แบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่
แผนนี้จะคุ้มครองความรับผิด และความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดในระหว่างการใช้หรือการขับขี่ของบุคคลใด ๆ ก็ตาม โดยได้รับความยินยอมจากผู้อาประกันภัย อันรวมถึงผู้ขับขี่ที่มีอายุน้อยหรือไม่มีประสบการณ์ในการขับรถยนต์ด้วย แผนนี้ค่อนข้างได้รับความสะดวกโดยไม่ต้องระบุชื่อผู้ขับขี่ใด ๆ แต่ทั้งนี้ ราคาค่าเบี้ยประกันภัยค่อนข้างแพงกว่าแบบระบุชื่อผู้ขับขี่

แบบผู้ขับขี่อายุมากกว่า 25 และผู้ขับขี่อายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป
สองแผนนี้เหมาะที่สุด สำหรับผู้ขับขี่ใด ๆ ที่ทราบช่วงอายุแน่นอน โดยผู้ขับขี่ใด ๆ ที่มีอายุ ตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป สามารถขับขี่รถยนต์คันเอาประกันภัยได้ สำหรับแผนนี้ ประโยชน์ที่ได้จากการยืนยันอายุของผู้ขับขี่ร่วมท่านอื่นคือการได้รับค่าเบี้ยประกันภัยที่ถูกลงกว่าแบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ รวมทั้งปแผนนี้ไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดของผู้ขับขี่ร่วมท่านอื่นอีกด้วย